วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ความสุขอยู่หนใด มีชาย ๓ คนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ จมอยู่กับปัญญาที่แก้ไม่ตก จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากพระอาจารย์เซนอู๋เต๋อ “ช่วยชี้นำทางให้พวกข้าได้พ้นจากความทุกข์ และได้เจอความสุขทีเถิด” เมื่ออาจารย์เซนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามกลับไปว่า “ทุกวันนี้พวกท่านมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” คนแรกตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่ เพราะไม่อยากตาย” คนที่สองตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อมีลูกหลานให้เต็มบ้านเต็มเมือง ยามแก่ชราจะได้มีลูกหลานคอยดูแล” คนสุดท้ายตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว เพราะข้าเป็นที่พึ่งพิงสำหรับทุกคน ข้าจึงตายไม่ได้” เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังเหตุผลของทั้งสามจึงกล่าวว่า “หากเป็นดังเช่นที่พวกท่านกล่าวมา หนทางแห่งความสุขคงมืดมนนักเพราะคนหนึ่งอยู่ด้วยการหวาดกลัวกับความตาย คนหนึ่งเฝ้ารอให้ถึงยามแก่ชรา อีกคนต้องแบกภาระอันหนักอึ้งอยู่บนหลังอยู่ร่ำไป จนลืมหลักการใช้ชีวิตอยู่ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร” หลังจากนั้นอาจารย์อู๋เต๋อจึงได้เอ่ยถามทั้ง ๓ คนไปว่า แล้วความสุขของท่านคือ อะไร คนแรกตอบว่า “การมีเงินทองมีทรัพย์สินมากมาย นั่นคือความสุขของข้า” คนที่สองตอบว่า “ข้ามองว่า การมีความรักจะนำพาความสุขมาให้ข้าได้” คนสุดท้ายตอบว่า “การเด่นโด่งดัง มีชื่อเสียงเกียรติยศต่างหาก คือความสุข” อาจารย์เซนอู๋เต๋อ จึงกล่าวกลับไปว่า ดังที่พวกท่านกล่าวมาทั้งหมด อาตมายังมองไม่เห็นความสุขเลย กลับเป็นความทุกข์เสียด้วยซ้ำ ถ้าพวกท่านสะสมสิ่งเหล่านี้มากเกินไปกลับทวีความทุกข์เพิ่มขึ้นเท่านั้น ชายทั้งสามมองหน้ากันอย่างมึนงง ไม่เข้าใจเหตุใด อาจารย์จึงมองว่าเป็นทุกข์เช่นนั้น อาจารย์จึงชี้แนะเพิ่มเติมว่า “หากพวกท่านอยากมีทรัพย์สินเงินทอง มีคนรักนับน่าถือตาและมีชื่อเสียงให้คนสรรเสริญ ความกังวลทะเยอทะยานอยากได้อยากมี รวมทั้งรักษาให้มันคงอยู่จะเป็นการสร้างบ่วงพันธนาการยึดติดจนนำไปสู่ความทุกข์ แต่หากอยากพบกับความสุขที่แท้จริงท่านทั้งสามต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่” “เมื่อมีทรัพย์สินเงินทองดังตั้งใจแล้ว ควรแบ่งปันทำบุญทำทานให้แก่ผู้ยากไร้จึงจะเป็นสุข สุขที่เกิดจากจิตใจยากที่จะเอาสิ่งใดเปรียบเหมือน ส่วนความรักนั้นจงรู้สึกเสียสละเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้จึงจะค้นพบกับความสุขที่แท้จริง สุดท้ายคือเกียรติยศชื่อเสียง จงรู้จักทำตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม นำชื่อเสียงที่มีเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่นนี้จึงจะเป็นความสุขอันแท้จริง” ความสุขที่แท้จริงเกิดจากใจที่บริสุทธิ์

ความสุขอยู่หนใด

มีชาย ๓ คนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ จมอยู่กับปัญญาที่แก้ไม่ตก จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากพระอาจารย์เซนอู๋เต๋อ
“ช่วยชี้นำทางให้พวกข้าได้พ้นจากความทุกข์ และได้เจอความสุขทีเถิด”
เมื่ออาจารย์เซนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามกลับไปว่า

“ทุกวันนี้พวกท่านมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
คนแรกตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่ เพราะไม่อยากตาย”
คนที่สองตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อมีลูกหลานให้เต็มบ้านเต็มเมือง ยามแก่ชราจะได้มีลูกหลานคอยดูแล”
คนสุดท้ายตอบ “ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว เพราะข้าเป็นที่พึ่งพิงสำหรับทุกคน ข้าจึงตายไม่ได้”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังเหตุผลของทั้งสามจึงกล่าวว่า
“หากเป็นดังเช่นที่พวกท่านกล่าวมา หนทางแห่งความสุขคงมืดมนนักเพราะคนหนึ่งอยู่ด้วยการหวาดกลัวกับความตาย คนหนึ่งเฝ้ารอให้ถึงยามแก่ชรา อีกคนต้องแบกภาระอันหนักอึ้งอยู่บนหลังอยู่ร่ำไป จนลืมหลักการใช้ชีวิตอยู่ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร”

หลังจากนั้นอาจารย์อู๋เต๋อจึงได้เอ่ยถามทั้ง ๓ คนไปว่า แล้วความสุขของท่านคือ อะไร
คนแรกตอบว่า “การมีเงินทองมีทรัพย์สินมากมาย นั่นคือความสุขของข้า”
คนที่สองตอบว่า “ข้ามองว่า การมีความรักจะนำพาความสุขมาให้ข้าได้”
คนสุดท้ายตอบว่า “การเด่นโด่งดัง มีชื่อเสียงเกียรติยศต่างหาก คือความสุข”

อาจารย์เซนอู๋เต๋อ จึงกล่าวกลับไปว่า ดังที่พวกท่านกล่าวมาทั้งหมด อาตมายังมองไม่เห็นความสุขเลย กลับเป็นความทุกข์เสียด้วยซ้ำ ถ้าพวกท่านสะสมสิ่งเหล่านี้มากเกินไปกลับทวีความทุกข์เพิ่มขึ้นเท่านั้น

ชายทั้งสามมองหน้ากันอย่างมึนงง ไม่เข้าใจเหตุใด อาจารย์จึงมองว่าเป็นทุกข์เช่นนั้น อาจารย์จึงชี้แนะเพิ่มเติมว่า

“หากพวกท่านอยากมีทรัพย์สินเงินทอง มีคนรักนับน่าถือตาและมีชื่อเสียงให้คนสรรเสริญ ความกังวลทะเยอทะยานอยากได้อยากมี รวมทั้งรักษาให้มันคงอยู่จะเป็นการสร้างบ่วงพันธนาการยึดติดจนนำไปสู่ความทุกข์ แต่หากอยากพบกับความสุขที่แท้จริงท่านทั้งสามต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่”

“เมื่อมีทรัพย์สินเงินทองดังตั้งใจแล้ว ควรแบ่งปันทำบุญทำทานให้แก่ผู้ยากไร้จึงจะเป็นสุข สุขที่เกิดจากจิตใจยากที่จะเอาสิ่งใดเปรียบเหมือน
ส่วนความรักนั้นจงรู้สึกเสียสละเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้จึงจะค้นพบกับความสุขที่แท้จริง
สุดท้ายคือเกียรติยศชื่อเสียง จงรู้จักทำตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม นำชื่อเสียงที่มีเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่นนี้จึงจะเป็นความสุขอันแท้จริง”

ความสุขที่แท้จริงเกิดจากใจที่บริสุทธิ์

สวรรค์หรือนรก คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิยษ์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้วยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า... ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม? ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน เจ้าชอบนอนหลับใช่ไหม? ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม? ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่? ... พอดีที่นี้รับประกันได้ว่าเจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน” วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ วันเวลาผ่านไป ๓ เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหนาย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า “วันเวลาเช่นนี้ นานๆ เข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไปจนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?” นายทวารตอบว่า “ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด” เวลาผันผ่านไปอีกกว่า ๓ เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า “ข้าทนในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า” นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือ นรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกะทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!” การงานคือ การพัฒนาจิตวิญญาณ สร้างคุณค่าแห่งตน

สวรรค์หรือนรก

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิยษ์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้วยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า...

ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า
“เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม? ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
เจ้าชอบนอนหลับใช่ไหม? ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม? ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่? ... พอดีที่นี้รับประกันได้ว่าเจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน”

วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ

วันเวลาผ่านไป ๓ เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหนาย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า “วันเวลาเช่นนี้ นานๆ เข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไปจนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?”

นายทวารตอบว่า “ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด”

เวลาผันผ่านไปอีกกว่า ๓ เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า “ข้าทนในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า”

นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือ นรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกะทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!”

การงานคือ การพัฒนาจิตวิญญาณ สร้างคุณค่าแห่งตน

ยื้อไว้ไม่ยอมตาย กับ มีชีวิตอยู่อย่างดี อาจารย์เซนกล่าวถามเจ้า "ถ้าปีนี้เราอายุ 80 ปีแล้ว เรียกว่าเรายื้อไว้ไม่ยอมตาย หรือ มีชีวิตอยู่อย่างดี?" "คิดไม่ออกครับ" เณรน้อยตอบ อาจารย์เซนจึงอธิบายว่า "ผู้ที่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเอาแต่กลัวความตาย ย่อมเรียกว่า ยื้อไว้ไม่ยอมตาย ส่วนผู้ที่มองไปข้างหน้าในทุกๆวัน จึงเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างดี เมื่อมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่ออีกหนึ่งวันก็ต้องใช้มันให้ดีที่สุด ผู้ที่ยามมีชีวิตเอาแต่กลัวความตาย เอาแต่จุดธูปสวดมนต์ภาวนาเพื่อหวังว่าตายแล้วจะกลายเป็นพุทธะล้วนไม่มีทางเป็นพุทธะ" จากนั้นจึงกล่าวว่า "วันนี้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่กลับไม่ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี เมื่อตายไปฟ้าก็คงไม่ประทานชีวิตที่ดีกว่ามาให้หรอก" อย่าอยู่อย่างกลัวความตาย แต่อยู่อย่างมีสติคิดรู้ว่าสักวันทุกคนต้องตาย

ยื้อไว้ไม่ยอมตาย กับ มีชีวิตอยู่อย่างดี

อาจารย์เซนกล่าวถามเจ้า "ถ้าปีนี้เราอายุ 80 ปีแล้ว เรียกว่าเรายื้อไว้ไม่ยอมตาย หรือ มีชีวิตอยู่อย่างดี?"
"คิดไม่ออกครับ" เณรน้อยตอบ

อาจารย์เซนจึงอธิบายว่า "ผู้ที่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเอาแต่กลัวความตาย ย่อมเรียกว่า ยื้อไว้ไม่ยอมตาย ส่วนผู้ที่มองไปข้างหน้าในทุกๆวัน จึงเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างดี เมื่อมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่ออีกหนึ่งวันก็ต้องใช้มันให้ดีที่สุด ผู้ที่ยามมีชีวิตเอาแต่กลัวความตาย เอาแต่จุดธูปสวดมนต์ภาวนาเพื่อหวังว่าตายแล้วจะกลายเป็นพุทธะล้วนไม่มีทางเป็นพุทธะ" 
จากนั้นจึงกล่าวว่า "วันนี้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่กลับไม่ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี เมื่อตายไปฟ้าก็คงไม่ประทานชีวิตที่ดีกว่ามาให้หรอก"

อย่าอยู่อย่างกลัวความตาย แต่อยู่อย่างมีสติคิดรู้ว่าสักวันทุกคนต้องตาย

คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?" อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก" กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์

คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?"

อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์

เณรผู้รักความสมบูรณ์แบบ ยังมีเณรอยู่รูปหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น รอบข้างเต็มไปด้วยเศษกระดาษที่เขียนตัวอักษรแล้ว ทิ้งอยู่เต็มพื้น อาจารย์เซนผ่านมาพบเข้าจึงเอ่ยถามเณรว่า “เป็นไรไปแล้ว?” เณรตอบว่า “เขียนได้ไม่ดี” อาจารย์เซนได้ยินดังนั้นจึงหยิบกระกาษที่ถูกวางทิ้งเหล่านั้นขึ้นมาดู จากนั้นเอ่ยถามเณรด้วยความข้องใจว่า “เขียนได้ไม่เลวทีเดียว เหตุใดต้องโยนทิ้ง แล้วทำไม่เจ้าต้องร้องไห้เล่า?” “ศิษย์รู้สึกว่ามันยังไม่ดีพอ” เณรกล่าวพลางร้องไห้ “ศิษย์ชอบความสมบูรณ์แบบ ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงน้อยนิด ศิษย์ล้วนมิอาจรับได้” อาจารย์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวกับเณรว่า “ปัญหาคือโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยผิดพลาดเลย” จากนั้นจึงเตือนสติเณรว่า “ดูอย่างตัวเจ้าเอง เจ้าบอกว่าเจ้ารักความสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อไหร่ไม่ได้ดั่งใจแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย กลับมีโทสะ กลับร้องไห้ออกมา เช่นนี้ตัวเจ้าก็ถือว่าไม่สมบูรณ์แบบเช่นกันใช่หรือไม่” ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ วิถีแห่งเซนคือการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ

เณรผู้รักความสมบูรณ์แบบ

ยังมีเณรอยู่รูปหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น รอบข้างเต็มไปด้วยเศษกระดาษที่เขียนตัวอักษรแล้ว ทิ้งอยู่เต็มพื้น
อาจารย์เซนผ่านมาพบเข้าจึงเอ่ยถามเณรว่า “เป็นไรไปแล้ว?”
เณรตอบว่า “เขียนได้ไม่ดี”
อาจารย์เซนได้ยินดังนั้นจึงหยิบกระกาษที่ถูกวางทิ้งเหล่านั้นขึ้นมาดู จากนั้นเอ่ยถามเณรด้วยความข้องใจว่า “เขียนได้ไม่เลวทีเดียว เหตุใดต้องโยนทิ้ง แล้วทำไม่เจ้าต้องร้องไห้เล่า?”
“ศิษย์รู้สึกว่ามันยังไม่ดีพอ” เณรกล่าวพลางร้องไห้ “ศิษย์ชอบความสมบูรณ์แบบ ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงน้อยนิด ศิษย์ล้วนมิอาจรับได้”

อาจารย์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวกับเณรว่า “ปัญหาคือโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยผิดพลาดเลย” จากนั้นจึงเตือนสติเณรว่า “ดูอย่างตัวเจ้าเอง เจ้าบอกว่าเจ้ารักความสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อไหร่ไม่ได้ดั่งใจแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย กลับมีโทสะ กลับร้องไห้ออกมา เช่นนี้ตัวเจ้าก็ถือว่าไม่สมบูรณ์แบบเช่นกันใช่หรือไม่”

ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ วิถีแห่งเซนคือการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ

หลักการของระหัดวิดน้ำ อาจารย์เซนอู๋เชียง เดินทางจาริกธรรมไปทั่วสารทิศ วันหนึ่งระหว่างการเดินทางเกิดกระหายน้ำขึ้นมา จึงได้มองหาแหล่งน้ำ เมื่อพบเข้า ก็ปรากฏว่ามีชายหนุ่มผู้หนึ่ง กำลังทำหน้าที่ ควบคุมระหัดวิดน้ำ อยู่ในบริเวณนั้น อาจารย์เซนอู๋เชียง จึงเอ่ยปากขอน้ำดื่ม ชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อพบเห็นอาจารย์เซน ก็ใช้สายตามอง พร้อมทั้งเอยปากว่า "อาจารย์เซน หากวันหนึ่งข้าละทางโลกก็จะออกบวชเช่นกัน แต่เมื่อถึงวันนั้น ข้าจะเสาะหาที่เร้นกาย ตั้งใจนั่งสมาธิศึกษาธรรม ไม่มีทางออกเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อย เหมือนท่านในตอนนี้" อาจารย์เซน จึงถามชายหนุ่มผู้นั้นกลับไปว่า "แล้วเมื่อใดกันเล่าที่เจ้าจะละทางโลกได้" ชายหนุ่มตอบว่า "นับคนรุ่นเดียวกัน มีเพียงข้าที่ทราบหลักการทำงานของระหัดวิดน้ำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการจ่ายน้ำคนเดียวของหมู่บ้าน หากวันใดวันหนึ่งปรากฎผู้มารับช่วงต่อหน้าที่นี้แทนข้า ถึงตอนนี้ข้าก็จะหมดภาระและสามารถออกบวชได้" อาจารย์เซน ยังคงถามต่อไปว่า "เจ้าบอกว่าเจ้าแม่นในหลักการของระหัดวิดน้ำที่สุด อย่างนั้นเราถามเจ้า หากระหัดวิดน้ำจมลงไปในน้ำทั้งหมดหรือไม่ก็ไม่กระทบถูกน้ำเลยแม้แต่ส่วนเดียว จะเกิดอะไรขึ้น?" ชายหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิดว่า การทำงานของระหัดวิดน้ำย่อมต้องให้ครึ่งหนึ่งอยู่ในน้ำ ครึ่งหนึ่งอยู่เหนือน้ำ หากจมลงไปในน้ำทั้งหมดนอกจากจะไม่สามารถหมุนได้แล้วยังจะหักพังไหลไปตามน้ำ ในทางกลับกัน หากระหัดวิดน้ำไม่มีส่วนใดจมในน้ำเลย ก็ไม่สามารถวิดน้ำขึ้นมาได้" เมื่อชายหนุ่มกล่าวจบ อาจารย์เซนจึงบอกว่า "ความสัมพันธ์ของระหัดกับสายน้ำ ก็เหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก หากคนผู้หนึ่งคุกคลีจมจ่อมอยู่ในโลกิยะ อย่างเต็มตัวย่อมถูกเกลียวคลื่นแห่งโลกีย์ พัดพาไปอย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันชีวิตที่ขาวสะอาดปราศจากการข้องแวะกับเรื่องราวความเป็นไปทางโลกก็คล้ายดังไร้ราก เพราะเมื่อไม่รู้จักไม่เข้าใจว่าทางโลกเป็นอย่างไรก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์หรือกิเลสตัณหาได้"

หลักการของระหัดวิดน้ำ

อาจารย์เซนอู๋เชียง เดินทางจาริกธรรมไปทั่วสารทิศ วันหนึ่งระหว่างการเดินทางเกิดกระหายน้ำขึ้นมา จึงได้มองหาแหล่งน้ำ เมื่อพบเข้า ก็ปรากฏว่ามีชายหนุ่มผู้หนึ่ง กำลังทำหน้าที่ ควบคุมระหัดวิดน้ำ อยู่ในบริเวณนั้น อาจารย์เซนอู๋เชียง จึงเอ่ยปากขอน้ำดื่ม

ชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อพบเห็นอาจารย์เซน ก็ใช้สายตามอง พร้อมทั้งเอยปากว่า "อาจารย์เซน หากวันหนึ่งข้าละทางโลกก็จะออกบวชเช่นกัน แต่เมื่อถึงวันนั้น ข้าจะเสาะหาที่เร้นกาย ตั้งใจนั่งสมาธิศึกษาธรรม ไม่มีทางออกเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อย เหมือนท่านในตอนนี้"

อาจารย์เซน จึงถามชายหนุ่มผู้นั้นกลับไปว่า
"แล้วเมื่อใดกันเล่าที่เจ้าจะละทางโลกได้"
ชายหนุ่มตอบว่า "นับคนรุ่นเดียวกัน มีเพียงข้าที่ทราบหลักการทำงานของระหัดวิดน้ำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการจ่ายน้ำคนเดียวของหมู่บ้าน หากวันใดวันหนึ่งปรากฎผู้มารับช่วงต่อหน้าที่นี้แทนข้า ถึงตอนนี้ข้าก็จะหมดภาระและสามารถออกบวชได้"

อาจารย์เซน ยังคงถามต่อไปว่า "เจ้าบอกว่าเจ้าแม่นในหลักการของระหัดวิดน้ำที่สุด อย่างนั้นเราถามเจ้า หากระหัดวิดน้ำจมลงไปในน้ำทั้งหมดหรือไม่ก็ไม่กระทบถูกน้ำเลยแม้แต่ส่วนเดียว จะเกิดอะไรขึ้น?"
ชายหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิดว่า การทำงานของระหัดวิดน้ำย่อมต้องให้ครึ่งหนึ่งอยู่ในน้ำ ครึ่งหนึ่งอยู่เหนือน้ำ หากจมลงไปในน้ำทั้งหมดนอกจากจะไม่สามารถหมุนได้แล้วยังจะหักพังไหลไปตามน้ำ ในทางกลับกัน หากระหัดวิดน้ำไม่มีส่วนใดจมในน้ำเลย ก็ไม่สามารถวิดน้ำขึ้นมาได้"

เมื่อชายหนุ่มกล่าวจบ อาจารย์เซนจึงบอกว่า "ความสัมพันธ์ของระหัดกับสายน้ำ ก็เหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก หากคนผู้หนึ่งคุกคลีจมจ่อมอยู่ในโลกิยะ อย่างเต็มตัวย่อมถูกเกลียวคลื่นแห่งโลกีย์ พัดพาไปอย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันชีวิตที่ขาวสะอาดปราศจากการข้องแวะกับเรื่องราวความเป็นไปทางโลกก็คล้ายดังไร้ราก เพราะเมื่อไม่รู้จักไม่เข้าใจว่าทางโลกเป็นอย่างไรก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์หรือกิเลสตัณหาได้"

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นิทานสอนใจ คนเลี้ยงไก่คนแรก ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ “ขี้ไก่” ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ใน โรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วย กลิ่นขึ้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น !!! คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บไข่ ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวล ไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขา ก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความ สุขมาก แล้วในชีวิตของเราล่ะ เป็นพวกไหนเป็นคนเก็บ “ไข่ไก่ ” หรือเก็บ ”ขี้ไก่” ถ้าเราเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่”ก็จะเป็นคนที่เฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอด เวลาที่คิดถึงมัน!!! แต่ถ้าเราเป็นคนที่เก็บ”ไข่ไก่” เราจดจำสิ่งที่ ดีๆ ที่เกิดในชีวิตของเราและมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!! คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่”เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอด เวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ มักจะติด อยู่ในใจของเรานานเท่านาน ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือก เก็บ”ไข่ไก่” กับชีวิต จงทิ้ง “ขี้ไก่” ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มี ความสุขซักที ขอบคุณนิทานดีๆจากคุณ Kitti Tantharak ภาพ : http://xn--12ccna3g8bebt2fseua9iew8bb5ecm.blogspot.com/

นิทานสอนใจ

คนเลี้ยงไก่คนแรก ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่
แล้วก็เก็บ “ขี้ไก่” ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!!   แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ใน
โรงเรือน   เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วย
กลิ่นขึ้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น !!!

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่   เก็บไข่
ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน  เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวล
ไปทั่วบ้าน  คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขา
ก็เอาไปขาย  แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน   ทุกคนในบ้านมีความ
สุขมาก

แล้วในชีวิตของเราล่ะ เป็นพวกไหนเป็นคนเก็บ “ไข่ไก่ ” หรือเก็บ
”ขี้ไก่” ถ้าเราเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่”ก็จะเป็นคนที่เฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ
แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา   และมีความทุกข์ตลอด
เวลาที่คิดถึงมัน!!!  แต่ถ้าเราเป็นคนที่เก็บ”ไข่ไก่” เราจดจำสิ่งที่
ดีๆ ที่เกิดในชีวิตของเราและมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่”เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอด
เวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ มักจะติด
อยู่ในใจของเรานานเท่านาน ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือก
เก็บ”ไข่ไก่” กับชีวิต    จงทิ้ง “ขี้ไก่” ไปเถอะ  ชีวิตของเราจะได้มี
ความสุขซักที

ขอบคุณนิทานดีๆจากคุณ Kitti Tantharak
ภาพ : http://xn--12ccna3g8bebt2fseua9iew8bb5ecm.blogspot.com/