วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใกล้พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยมอาจารย์แห่งนิกายเซนแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสิตคนนั้นเขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า เคยอ่านคริสเตียนไบเบิลไหม. ท่านอาจารย์กาซานซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่างพระสมถะนี้ จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่านให้ฉันฟังที. นิสิตคนนั้นก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอน Sain Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องหวังวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่นกกระจอกก็ไม่อดตายทำนองนี้. ท่านอาจารย์กาซานก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่าเป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An Enlighted One คนหนึ่งทีเดียว แต่นิสิตคนนั้นก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า “ขอเถิดแล้วจะได้ จงแสวงหาเถิดแล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถอะแล้วมันจะเปิดออก. เพราะว่าใครก็ตามที่ขอแล้วจะต้องได้รับ ใครก็ตามที่แสวงหาแล้วย่อมได้พบ และใครก็ตามที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา” พอถึงตอนนี้อาจารย์กาซานก็ว่า แหมวิเศษที่สุด ใครที่กล่าวอย่างนี้ก็ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว. นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือพุทธ หรืออะไรอื่นๆ ในจิตใตของผู้ที่รู้ธรมมะจริง จะไม่รู็สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ฟังชื่อเสียงเหล่านั้น ไม่ต้องมีนิกายอะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจหรือความรู้สึกที่ค้านหรือรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่เนื้อหาของธรรมะนั้น และก็เนื้อหาของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูง ต่ำ. อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถอะจะเปิดออกมานี้  มันเหมือนอย่างที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่ายๆ ที่สุดในการที่จะบรรลุนิพพาน. เดี๋ยวนี้ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระทั้งฆราวาสก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา ขวนขวายนั่นเอง. ถ้าฟังแต่เนื้อหาธรรมะแล้ว ไม่มีคริสเตียน ไม่มีพุทธ ไม่มีเซน ไม่มีเถรวาท อย่างนี้ ไม่มีอาการที่จะเป็นเขาเป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงไม่มีฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น การกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด อย่าได้ชิงชังว่าคนนั้นคนนี้เป็นฝ่ายอื่น ก็จะต้องเป็นศัตรูเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่าไม่รู้ธรรมะยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้นเป็นอันขาด.

ใกล้พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว

นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยมอาจารย์แห่งนิกายเซนแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสิตคนนั้นเขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า เคยอ่านคริสเตียนไบเบิลไหม. ท่านอาจารย์กาซานซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่างพระสมถะนี้ จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่านให้ฉันฟังที.

นิสิตคนนั้นก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอน Sain Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องหวังวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่นกกระจอกก็ไม่อดตายทำนองนี้.
ท่านอาจารย์กาซานก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่าเป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An Enlighted One คนหนึ่งทีเดียว แต่นิสิตคนนั้นก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า

“ขอเถิดแล้วจะได้ จงแสวงหาเถิดแล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถอะแล้วมันจะเปิดออก. เพราะว่าใครก็ตามที่ขอแล้วจะต้องได้รับ ใครก็ตามที่แสวงหาแล้วย่อมได้พบ และใครก็ตามที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา”

พอถึงตอนนี้อาจารย์กาซานก็ว่า แหมวิเศษที่สุด ใครที่กล่าวอย่างนี้ก็ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว.

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือพุทธ หรืออะไรอื่นๆ ในจิตใตของผู้ที่รู้ธรมมะจริง จะไม่รู็สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ฟังชื่อเสียงเหล่านั้น ไม่ต้องมีนิกายอะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจหรือความรู้สึกที่ค้านหรือรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่เนื้อหาของธรรมะนั้น และก็เนื้อหาของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูง ต่ำ.

อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถอะจะเปิดออกมานี้  มันเหมือนอย่างที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่ายๆ ที่สุดในการที่จะบรรลุนิพพาน. เดี๋ยวนี้ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระทั้งฆราวาสก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา ขวนขวายนั่นเอง. ถ้าฟังแต่เนื้อหาธรรมะแล้ว ไม่มีคริสเตียน ไม่มีพุทธ ไม่มีเซน ไม่มีเถรวาท อย่างนี้ ไม่มีอาการที่จะเป็นเขาเป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงไม่มีฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น การกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด อย่าได้ชิงชังว่าคนนั้นคนนี้เป็นฝ่ายอื่น ก็จะต้องเป็นศัตรูเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่าไม่รู้ธรรมะยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้นเป็นอันขาด.

เส้นทางของการเป็นผู้นำ 4 ประการ ใครต่อใครก็อยากเข้าไปนั่งในหัวใจคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำ ถ้าไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนได้ ก็ถือว่าขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรง แต่ทั้งๆที่ต้องการเช่นนั้น แต่ก็มีไม่น้อยที่แทนที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจคนกลับเผลอไปนั่งอยู่บนหัวคน การนั่งอยู่บนหัวคนนั้น เกิดจากการใช้ตำแหน่งมาพร้อมกับอำนาจ การที่คนทั่วไปจะยอมให้เรานั่งอยู่บนหัวเขาได้ ก็ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น วันใดเราหมดอำนาจ เขาจะเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นทันที ที่ยอมเราอยู่นั้น เพียงการยอมเพื่อแลกกับผลประโยชน์เท่านั้น การนั่งอยู่บนหัวคน จึงไม่ใช่วิถีแห่งการเป็นผู้นำที่ยั่งยืน การเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนนั้น คือ 1. การไม่ถือว่าตนเองเป็นคนสำคัญ ถือว่าตนเป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง 2. มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตโดยเชื่อมโยงกับคนส่วนใหญ่ได้ในลักษณะ “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ไม่ทำตัวเจ้ายศเจ้าอย่าง ทำตัวเรียบง่าย ธรรมดา มีชีวิตชีวา 3. ใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นแก่ตัว มีความสุขในการ “น้อมตัวลงรับใช้คนอื่น” อย่างที่เราเรียกกันในเวลานี้ว่า มีจิตสาธารณะสูง นั่นเอง 4. เป็นผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศ นี่ก็คือเคล็ดลับที่ทำให้โดดเด่นได้อย่างรวดเร็ว

เส้นทางของการเป็นผู้นำ 4 ประการ

ใครต่อใครก็อยากเข้าไปนั่งในหัวใจคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำ ถ้าไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนได้ ก็ถือว่าขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรง แต่ทั้งๆที่ต้องการเช่นนั้น แต่ก็มีไม่น้อยที่แทนที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจคนกลับเผลอไปนั่งอยู่บนหัวคน

การนั่งอยู่บนหัวคนนั้น เกิดจากการใช้ตำแหน่งมาพร้อมกับอำนาจ การที่คนทั่วไปจะยอมให้เรานั่งอยู่บนหัวเขาได้ ก็ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น วันใดเราหมดอำนาจ เขาจะเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นทันที ที่ยอมเราอยู่นั้น เพียงการยอมเพื่อแลกกับผลประโยชน์เท่านั้น การนั่งอยู่บนหัวคน จึงไม่ใช่วิถีแห่งการเป็นผู้นำที่ยั่งยืน

การเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนนั้น คือ
1. การไม่ถือว่าตนเองเป็นคนสำคัญ ถือว่าตนเป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง
2. มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตโดยเชื่อมโยงกับคนส่วนใหญ่ได้ในลักษณะ “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ไม่ทำตัวเจ้ายศเจ้าอย่าง ทำตัวเรียบง่าย ธรรมดา มีชีวิตชีวา
3. ใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นแก่ตัว มีความสุขในการ “น้อมตัวลงรับใช้คนอื่น” อย่างที่เราเรียกกันในเวลานี้ว่า มีจิตสาธารณะสูง นั่นเอง
4. เป็นผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศ นี่ก็คือเคล็ดลับที่ทำให้โดดเด่นได้อย่างรวดเร็ว

"เซน" มิได้สอนสั่ง เพียงแต่บอกเล่าความจริงจากธรรมชาติ หากศึกษาเซนอย่างถ่องแท้จะรู้ว่า การได้รู้จักเซนก็เหมือนกับการได้พบ สมบัติอันมีค่าที่สุดในชีวิต เครดิต เข้าใจชีวิตด้วยความคิดอย่างเซน บุญก่าย ฉิมกูล ภาพ Pinterest.

"เซน" มิได้สอนสั่ง
เพียงแต่บอกเล่าความจริงจากธรรมชาติ
หากศึกษาเซนอย่างถ่องแท้จะรู้ว่า
การได้รู้จักเซนก็เหมือนกับการได้พบ
สมบัติอันมีค่าที่สุดในชีวิต

เครดิต เข้าใจชีวิตด้วยความคิดอย่างเซน
บุญก่าย ฉิมกูล
ภาพ Pinterest.

ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย “If love, love openly”  ในวัดนิกายเซนอีกเหมือนกัน มีภิกษุอยู่หลายสิบรูปและมีนักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่งชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย. เอฉุ่นเป็นหญิงที่สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่มของนักบวชที่ปอนมาก ก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั้นเอง และทำความวุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบว่าจะไม่มีจิตใจที่จะสงบได้. ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่จะมีการพบอย่างเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ไม่ตอบจดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้น กำลังประชุมอบรมสั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากรวมอยู่ด้วย พอสั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุเหล่านั้นทีเถิด ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร ก็หมายความว่า การสอนการอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบของนิกายเซนนั้นกล้ามาก ทำให้คนเรากล้าหาญมาก และไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ สามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้อย่างสูงสุด มีสัจจะ มีความจริง โดยไม่ถือว่ามีความลับอยู่ในโลก. เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น ไม่มีความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือน.

ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย
“If love, love openly” 

ในวัดนิกายเซนอีกเหมือนกัน มีภิกษุอยู่หลายสิบรูปและมีนักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่งชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย. เอฉุ่นเป็นหญิงที่สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่มของนักบวชที่ปอนมาก ก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั้นเอง และทำความวุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบว่าจะไม่มีจิตใจที่จะสงบได้. ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่จะมีการพบอย่างเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ไม่ตอบจดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้น กำลังประชุมอบรมสั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากรวมอยู่ด้วย พอสั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุเหล่านั้นทีเถิด

ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้.

นิทานเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร ก็หมายความว่า การสอนการอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบของนิกายเซนนั้นกล้ามาก ทำให้คนเรากล้าหาญมาก และไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ สามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้อย่างสูงสุด มีสัจจะ มีความจริง โดยไม่ถือว่ามีความลับอยู่ในโลก.
เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น ไม่มีความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือน.

ความเชื่อฟัง เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ในวงของพวกนิกายเซน พวกนิกายอื่น หรือสังคมอื่น ก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระไตรปิฏก มาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำนั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟังจนทำให้วัดอื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรนโกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ. วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาทีเดียว หยุดยืนอยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า เฮ้ย อาจารย์เซน หยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด แต่ว่าคนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟังท่านได้. เมื่อภิกษุอวดดีองค์นั้นร้องท้าไปตั้งแต่ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า มาซี่ ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี่ แล้วฉันจะทำให้ดูว่าจะทำอย่างไร พระภิกษุนั้นก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนหราอยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้ายดีกว่า พระองค์นั้นก็ผลุนมาทีเดียวมาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์ เบ็งกะอีก็บอกอีกว่า อ๋อ ถ้าจะพูดให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา พระองค์นั้นก็ฟลุนมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่เสมอ. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมละ ท่านกำลังเชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านก็นั่งลงฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบ. นิทานเรื่องนี้สอนว่า พระองค์นี้ก็เก่งกาจของนิกายนิชิเรน แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศัยหนังสือ แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลาโดยกะทันหัน. ขณะสำคัญเพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้นอย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไปแล้วก็แย่เลยทีเดียว

ความเชื่อฟัง

เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ในวงของพวกนิกายเซน พวกนิกายอื่น หรือสังคมอื่น ก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระไตรปิฏก มาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำนั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟังจนทำให้วัดอื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรนโกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ.

วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาทีเดียว หยุดยืนอยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า เฮ้ย อาจารย์เซน หยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด แต่ว่าคนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟังท่านได้.
เมื่อภิกษุอวดดีองค์นั้นร้องท้าไปตั้งแต่ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า มาซี่ ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี่ แล้วฉันจะทำให้ดูว่าจะทำอย่างไร พระภิกษุนั้นก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนหราอยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้ายดีกว่า พระองค์นั้นก็ผลุนมาทีเดียวมาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์ เบ็งกะอีก็บอกอีกว่า อ๋อ ถ้าจะพูดให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา พระองค์นั้นก็ฟลุนมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่เสมอ. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมละ ท่านกำลังเชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านก็นั่งลงฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบ.

นิทานเรื่องนี้สอนว่า พระองค์นี้ก็เก่งกาจของนิกายนิชิเรน แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศัยหนังสือ แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลาโดยกะทันหัน. ขณะสำคัญเพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้นอย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไปแล้วก็แย่เลยทีเดียว

คำ 2 คำ ท่ามกลางคำนับอนันต์ มีคำอยู่ 2 คำ ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างสูงยิ่ง หนึ่ง คือ คำติ (บริภาษ) อีกหนึ่ง คือ คำชม (สดุดี) คำติ เปรียบเหมือนน้ำโคลน คำชม เปรียบเหมือนน้ำหอม ไม่มีใครต้องการน้ำโคลน มีแต่คนต้องการน้ำหอม คำติ คำชม มีผลต่อความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิตของคนเราแต่ละคนค่อนข้างสูง คนบางคนสร้างตัวจากคำติ คนบางคนสร้างตัวจากคำชม คนบางคนเสียคนจากคำชม คนบางคนเป็นผู้เป็นคนจากคำติ ทั้งคำติและคำชม มีคุณอนันต์ พอๆกับมีโทษมหันต์ เราจึงควรปฏิบัติต่อคำทั้งสองนี้อย่างมีปัญญา ประการหนึ่ง ต้องรู้ให้เท่าทัน ประการหนึ่ง ต้องปฏิสัมพันธ์ให้ถูก ต้องรู้ให้เท่าทัน คือ รู้ว่าคำติ ชม เป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครถูกชมหรือถูกติโดยส่วนเดียว แต่ทุกคนมีโอกาสทั้งถูกชมและถูกติ และไม่มีใครหนีพ้น จึงไม่ควรหวั่นไหวในเมื่อถูกชมหรือถูกติ ต้องปฏิสัมพันธ์ให้ถูก คือ ต่อคำติ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อหาแง่มุมที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เกิดการกำจัดจุดอ่อน เสริมสร้างจุดแข็ง มองคำติดังเป็น กระจกวิเศษ ที่สะท้อนให้เห็นความอัปลักษณ์ในชีวิตของตนเอง หรือดังหนึ่งเป็น การชี้บอกขุมทรัพย์ ในตัวเองที่เรายังค้นหาไม่พบ

คำ 2 คำ

ท่ามกลางคำนับอนันต์ มีคำอยู่ 2 คำ ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างสูงยิ่ง
หนึ่ง คือ คำติ (บริภาษ)
อีกหนึ่ง คือ คำชม (สดุดี)

คำติ เปรียบเหมือนน้ำโคลน
คำชม เปรียบเหมือนน้ำหอม
ไม่มีใครต้องการน้ำโคลน มีแต่คนต้องการน้ำหอม
คำติ คำชม มีผลต่อความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิตของคนเราแต่ละคนค่อนข้างสูง

คนบางคนสร้างตัวจากคำติ
คนบางคนสร้างตัวจากคำชม
คนบางคนเสียคนจากคำชม
คนบางคนเป็นผู้เป็นคนจากคำติ

ทั้งคำติและคำชม มีคุณอนันต์ พอๆกับมีโทษมหันต์ เราจึงควรปฏิบัติต่อคำทั้งสองนี้อย่างมีปัญญา
ประการหนึ่ง ต้องรู้ให้เท่าทัน
ประการหนึ่ง ต้องปฏิสัมพันธ์ให้ถูก

ต้องรู้ให้เท่าทัน คือ รู้ว่าคำติ ชม เป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครถูกชมหรือถูกติโดยส่วนเดียว แต่ทุกคนมีโอกาสทั้งถูกชมและถูกติ และไม่มีใครหนีพ้น จึงไม่ควรหวั่นไหวในเมื่อถูกชมหรือถูกติ
ต้องปฏิสัมพันธ์ให้ถูก คือ ต่อคำติ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อหาแง่มุมที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เกิดการกำจัดจุดอ่อน เสริมสร้างจุดแข็ง มองคำติดังเป็น กระจกวิเศษ ที่สะท้อนให้เห็นความอัปลักษณ์ในชีวิตของตนเอง หรือดังหนึ่งเป็น การชี้บอกขุมทรัพย์ ในตัวเองที่เรายังค้นหาไม่พบ

ศิลปะการลงจากหลังม้า เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ เขาจึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหยุด บังคับอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเร็วของฝีเท้าม้า เขาไม่กล้ากระโดดลงเพราะเกรงอันตราย ในเมื่อไม่กล้ากระโดดลงจากหลังม้า บัณฑิตหนุ่มจึงต้องควบขี่อยู่บนหลังม้าเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่นผ่านไปถึงวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขาทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็ลองถามม้าของผมดูสิ” แล้วม้าจะตอบแทนเขาได้ไหม. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ควบขี่อยู่บนหลังม้ามาแสนนาน จนชีวิตเริ่มเสียสมดุล บัดนี้เราควรจะเริ่มทบทวนวิถีชีวิตตัวเองได้แล้ว จากนั้นควรบอกตัวเองให้มองหาวิธีลงจากหลังม้าเป็นพักๆ แล้วค่อยกลับขึ้นไปขี่ใหม่ก็ยังได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าการควบขี่อยู่บนหลังม้าเพียงอย่างเดียว ศิลปะการลงจากหลังม้าเป็นพักๆ หรือลงแบบลาขาดเพื่อจัดสมดุลชีวิต ไม่ใช่ศิลปะขั้นสูง ใครๆก็ทำได้ ถ้ามีสติ แต่ถ้าปราศจากสติเสียแล้ว แม้มีใครไปตะโกนบอกให้ลงจากหลังม้าบางทีเขาอาจด่าตอบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จงปล่อยเขาให้ควบม้าต่อไปจนสาแก่ใจของเขาเถิด

ศิลปะการลงจากหลังม้า

เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ เขาจึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข

แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหยุด บังคับอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเร็วของฝีเท้าม้า เขาไม่กล้ากระโดดลงเพราะเกรงอันตราย ในเมื่อไม่กล้ากระโดดลงจากหลังม้า บัณฑิตหนุ่มจึงต้องควบขี่อยู่บนหลังม้าเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่นผ่านไปถึงวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขาทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ

วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน
ก็ลองถามม้าของผมดูสิ”

แล้วม้าจะตอบแทนเขาได้ไหม.

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ควบขี่อยู่บนหลังม้ามาแสนนาน จนชีวิตเริ่มเสียสมดุล บัดนี้เราควรจะเริ่มทบทวนวิถีชีวิตตัวเองได้แล้ว จากนั้นควรบอกตัวเองให้มองหาวิธีลงจากหลังม้าเป็นพักๆ แล้วค่อยกลับขึ้นไปขี่ใหม่ก็ยังได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าการควบขี่อยู่บนหลังม้าเพียงอย่างเดียว

ศิลปะการลงจากหลังม้าเป็นพักๆ หรือลงแบบลาขาดเพื่อจัดสมดุลชีวิต ไม่ใช่ศิลปะขั้นสูง ใครๆก็ทำได้ ถ้ามีสติ แต่ถ้าปราศจากสติเสียแล้ว แม้มีใครไปตะโกนบอกให้ลงจากหลังม้าบางทีเขาอาจด่าตอบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จงปล่อยเขาให้ควบม้าต่อไปจนสาแก่ใจของเขาเถิด