วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

***คุณชาดก ราชสีห์ตกหล่ม*** ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอานนทเถระ ผู้ได้รับการถวายผ้านุ่งจำนวน ๕๐๐ ผืนจากพระเทวี เป็นเหตุให้พระเจ้าโกศลเข้าใจผิดคิดว่าพระเถระจะค้าขายผ้า เมื่อเข้าใจแล้วกลับยิ่งศรัทธาถวายผ้านุ่งอีก ๕๐๐ ผืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งกับตัวเมียอีกตัวหนึ่ง วันหนึ่ง ราชสีห์นั้นออกหากินได้ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขามองดูสัตว์น้อยใหญ่ที่มาหากินอยู่ข้างสระใหญ่ข้างล่าง ในสระนั้นมีดินดอนที่เกิดจากเปลือกตมอยู่ดอนหนึ่ง พอเปลือกตมแห้งก็มีหญ้าอ่อนเกิดขึ้น มักจะเป็นที่หากินของกระต่าย เนื้อ แมวและสุนัขจิ้งจอกเสมอ ในวันนั้นมีเนื้อตัวหนึ่งกำลังยืนแทะเล็มหญ้าอ่อนอยู่ที่ดอนนั้น ราชสีห์เห็นเนื้อนั้นแล้วก็หมายใจไว้ว่าจะจับกินเป็นอาหารในวันนี้ จึงกระโดดลงจากเขาวิ่งไปด้วยความเร็ว แต่เนื้อได้ยินเสียงเสียก่อนจึงวิ่งหนีไปได้หวุดหวิด ราชสีห์วิ่งมาด้วยความเร็ว ตกลงไปในบ่อโคลนตม ไม่สามารถขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ ยืนอดอาหารอยู่อย่างนั้นถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหากินมาถึงที่นั้น พอเห็นราชสีห์เข้าก็ตกใจกลัวจะวิ่งหนีไป ราชสีห์จึงร้องเรียกมันให้ช่วยเหลือว่า "สุนัขจิ้งจอกพ่อมหาจำเริญ..ท่านอย่ากลัวไปเลยเราติดหล่ม ช่วยเราด้วย" สุนัขจิ้งจอกนั้นจึงพูดว่า "ท่านราชสีห์ถ้าข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านขึ้นมาแล้ว เกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียนะสิ" ราชสีห์พูดว่า "อย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก มีแต่จะตอบแทนบุญคุณท่านนั้นแหละ จงหาวิธีช่วยเราขึ้นไปที" สุนัขจิ้งจอกได้ฟังราชสีห์พูดเช่นนั้นจึงตกลงใจเข้าไปช่วยเหลือด้วยการตะกุยเลนรอบเท้าทั้ง ๔ ทำเป็นรางให้น้ำไหลเข้าไป พอน้ำไหล เข้าไปทำให้เลนอ่อน มันจึงเข้าไปดุนท้องราชสีห์พร้อมพูดกระตุ้นว่า "พยายามเข้าท่าน" ราชสีห์จึงกระโดดขึ้นจากหล่มได้ พักอยู่ครู่หนึ่งแล้วลงไปอาบน้ำในสระนั้น ขึ้นมาล่าควายป่าได้ตัวหนึ่งได้มอบเนื้อส่วนหนึ่งให้สุนัขจิ้งจอก พร้อมกับพูดว่า "กินเสียเถิด สหาย" ให้สุนัขจิ้งจอกกินอิ่มแล้ว ตัวเองจึงกินทีหลัง ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกได้กัดเนื้อก้อนหนึ่งคาบไว้ เมื่อราชสีห์ถามว่าท่านจะทำอะไร มันจึงพูดว่า "ข้าพเจ้ามีภรรยาอยู่ตัวหนึ่งนอนรออาหารอยุ่ที่ถ้ำ" ราชสีห์จึงพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปกันเถิด" แม้ตัวเองก็คาบเนื้อชิ้นหนึ่งไปเพื่อนางราชสีห์เช่นกัน พาสุนัขจิ้งจอกไปที่ถ้ำแล้วชักชวนให้มาอยู่ที่ถ้ำใกล้ชิดกัน ตั้งแต่นั้นมาราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกก็ได้ออกหาอาหารด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไป นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกได้ลูกคนละ ๒ ตัว สัตว์ทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ต่อมาวันหนึ่งนางราชสีห์เฉลียวใจว่า "ทำไมหนอ ราชสีห์สามีเราถึงได้รักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกมันเหลือเกิน หรือจะมีการชมเชยกันเสียแล้วละ เราจะขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกและ ลูกของมันให้หนีไปเสีย" พอถึงเวลาที่ราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกออกหากิน นางจึงได้ไปขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกให้หนีไปอยู่ที่อื่น ฝ่ายนางสุนัขจิ้งจอกพอสามีกลับมาแล้วก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟังและชวนกันกลับไปอยู่ถ้ำของตนตามเดิม สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาราชสีห์ พูดว่า "นาย..ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจของเจ้าของบ้าน นางราชสีห์ภรรยาท่านคุกคามลูกและภรรยาของข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านพึงทราบด้วย พวกข้าพเจ้าขอลาไปละ" ราชสีห์ได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกแล้วจึงได้เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกเป้นผู้มีบุญคุณ ช่วยเหลือชีวิตตนขึ้นจากโคลนตมให้นางราชสีห์ฟังพร้อมทั้งกล่าวเป็นคาถาว่า "ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกำลังด้อยกว่า แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นเพื่อนของเรา นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่เราอีกเลย" นางราชสีห์ฟังคำนั้นแล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก แต่นั้นมาสัตว์ทั้งหมดก็อยู่อย่างกลมเกลียวกันเหมือนเดิมเป็นมิตรกันตลอด ๗ ชั่วตระกูล นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : มิตรแท้ ย่อมช่วยเหลือให้พ้นภัยได้ Cr.ภาพ DMC. ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย.

***คุณชาดก  ราชสีห์ตกหล่ม***

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอานนทเถระ ผู้ได้รับการถวายผ้านุ่งจำนวน ๕๐๐ ผืนจากพระเทวี เป็นเหตุให้พระเจ้าโกศลเข้าใจผิดคิดว่าพระเถระจะค้าขายผ้า เมื่อเข้าใจแล้วกลับยิ่งศรัทธาถวายผ้านุ่งอีก ๕๐๐ ผืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งกับตัวเมียอีกตัวหนึ่ง วันหนึ่ง ราชสีห์นั้นออกหากินได้ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขามองดูสัตว์น้อยใหญ่ที่มาหากินอยู่ข้างสระใหญ่ข้างล่าง ในสระนั้นมีดินดอนที่เกิดจากเปลือกตมอยู่ดอนหนึ่ง พอเปลือกตมแห้งก็มีหญ้าอ่อนเกิดขึ้น มักจะเป็นที่หากินของกระต่าย เนื้อ แมวและสุนัขจิ้งจอกเสมอ

ในวันนั้นมีเนื้อตัวหนึ่งกำลังยืนแทะเล็มหญ้าอ่อนอยู่ที่ดอนนั้น ราชสีห์เห็นเนื้อนั้นแล้วก็หมายใจไว้ว่าจะจับกินเป็นอาหารในวันนี้ จึงกระโดดลงจากเขาวิ่งไปด้วยความเร็ว แต่เนื้อได้ยินเสียงเสียก่อนจึงวิ่งหนีไปได้หวุดหวิด ราชสีห์วิ่งมาด้วยความเร็ว ตกลงไปในบ่อโคลนตม ไม่สามารถขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ ยืนอดอาหารอยู่อย่างนั้นถึง ๗ วัน

ในวันที่ ๗ ได้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหากินมาถึงที่นั้น พอเห็นราชสีห์เข้าก็ตกใจกลัวจะวิ่งหนีไป ราชสีห์จึงร้องเรียกมันให้ช่วยเหลือว่า

          "สุนัขจิ้งจอกพ่อมหาจำเริญ..ท่านอย่ากลัวไปเลยเราติดหล่ม ช่วยเราด้วย"

สุนัขจิ้งจอกนั้นจึงพูดว่า

          "ท่านราชสีห์ถ้าข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านขึ้นมาแล้ว เกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียนะสิ"

ราชสีห์พูดว่า

          "อย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก มีแต่จะตอบแทนบุญคุณท่านนั้นแหละ จงหาวิธีช่วยเราขึ้นไปที"

สุนัขจิ้งจอกได้ฟังราชสีห์พูดเช่นนั้นจึงตกลงใจเข้าไปช่วยเหลือด้วยการตะกุยเลนรอบเท้าทั้ง ๔ ทำเป็นรางให้น้ำไหลเข้าไป พอน้ำไหล เข้าไปทำให้เลนอ่อน มันจึงเข้าไปดุนท้องราชสีห์พร้อมพูดกระตุ้นว่า

          "พยายามเข้าท่าน" ราชสีห์จึงกระโดดขึ้นจากหล่มได้

พักอยู่ครู่หนึ่งแล้วลงไปอาบน้ำในสระนั้น ขึ้นมาล่าควายป่าได้ตัวหนึ่งได้มอบเนื้อส่วนหนึ่งให้สุนัขจิ้งจอก พร้อมกับพูดว่า

          "กินเสียเถิด สหาย" ให้สุนัขจิ้งจอกกินอิ่มแล้ว ตัวเองจึงกินทีหลัง

ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกได้กัดเนื้อก้อนหนึ่งคาบไว้ เมื่อราชสีห์ถามว่าท่านจะทำอะไร

          มันจึงพูดว่า "ข้าพเจ้ามีภรรยาอยู่ตัวหนึ่งนอนรออาหารอยุ่ที่ถ้ำ"

          ราชสีห์จึงพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปกันเถิด"

แม้ตัวเองก็คาบเนื้อชิ้นหนึ่งไปเพื่อนางราชสีห์เช่นกัน พาสุนัขจิ้งจอกไปที่ถ้ำแล้วชักชวนให้มาอยู่ที่ถ้ำใกล้ชิดกัน ตั้งแต่นั้นมาราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกก็ได้ออกหาอาหารด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกได้ลูกคนละ ๒ ตัว สัตว์ทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ต่อมาวันหนึ่งนางราชสีห์เฉลียวใจว่า "ทำไมหนอ ราชสีห์สามีเราถึงได้รักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกมันเหลือเกิน หรือจะมีการชมเชยกันเสียแล้วละ เราจะขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกและ ลูกของมันให้หนีไปเสีย" พอถึงเวลาที่ราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกออกหากิน นางจึงได้ไปขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกให้หนีไปอยู่ที่อื่น ฝ่ายนางสุนัขจิ้งจอกพอสามีกลับมาแล้วก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟังและชวนกันกลับไปอยู่ถ้ำของตนตามเดิม

สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาราชสีห์ พูดว่า "นาย..ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจของเจ้าของบ้าน นางราชสีห์ภรรยาท่านคุกคามลูกและภรรยาของข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านพึงทราบด้วย พวกข้าพเจ้าขอลาไปละ"

ราชสีห์ได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกแล้วจึงได้เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกเป้นผู้มีบุญคุณ ช่วยเหลือชีวิตตนขึ้นจากโคลนตมให้นางราชสีห์ฟังพร้อมทั้งกล่าวเป็นคาถาว่า

"ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกำลังด้อยกว่า แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นเพื่อนของเรา นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่เราอีกเลย"

นางราชสีห์ฟังคำนั้นแล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก แต่นั้นมาสัตว์ทั้งหมดก็อยู่อย่างกลมเกลียวกันเหมือนเดิมเป็นมิตรกันตลอด ๗ ชั่วตระกูล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : มิตรแท้ ย่อมช่วยเหลือให้พ้นภัยได้

Cr.ภาพ DMC.
ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย.

***ทุรานชาดก ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก*** ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีภรรยาคบชู้ คนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี ที่สำนักเรียนของอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่แห่งหนึ่ง มีลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ลูกศิษย์คนหนึ่งอยู่ต่างเมืองได้ภรรยาชาวเมืองพาราณสี ภรรยาของเขามีนิสัยชั่วใฝ่ต่ำ ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้จะสดชื่นร่าเริง ในวันที่ประพฤติไม่ได้จะดุร้าย หยาบคาย เขาไม่ทราบความประพฤติของนาง จึงเกิดเอือมระอาขุ่นข้องหมองใจ ไม่ได้ไปบำรุงอาจารย์เป็นเวลาหลายวัน ครั้นเวลาผ่านไป ๗-๘ วัน เขาจึงได้ไปที่สำนักเรียน เมื่อถูกอาจารย์ถามก็ได้เล่าสาเหตุให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงกล่าสอนว่า " ก็ธรรมดาผู้หญิงที่มีนิสัยชั่วช้า ถ้าวันใดประพฤตินอกใจสามีได้ จะดูสดชื่นแจ่มใสร่าเริง โอนอ่อนผ่อนตามสามี วันใดประพฤตินอกใจสามีไม่ได้ จะดูกระด้าง ดุร้าย หยาบคาย ไม่ยอมรับนับว่าเป็นสามี สภาพของหญิงรู้ได้ยาก นางจะต้องการหรือไม่ก็ตาม พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้ " แล้วให้โอวาทว่า " อย่ายินดีเลยว่า นางปรารถนาเรา อย่าเสียใจเลยว่า นางไม่ปรารถนาเรา สภาวะของหญิงรู้ได้ยาก เหมือนรอยของปลาในน้ำ" อาจารย์ได้สั่งสอนเขาต่อไปอีกว่า " ผู้หญิงเป็นของทั่วไปแก่ผู้คน บัณฑิตจะไม่ทำความขุ่นเคืองในหญิงเลย " แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า " ขึ้นชื่อว่า หญิงทั้งหลายในโลก มีอุปมาเหมือนแม่น้ำ หนทาง โรงน้ำดื่ม ที่ประชุม และบ่อน้ำ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ถือโกรธหญิงเหล่านั้น " นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าตามใจเมียจะเสียการณ์งาน พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้ ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย. ขอขอบคุณภาพจาก www.dek-d.com

***ทุรานชาดก  ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก***

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีภรรยาคบชู้ คนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี ที่สำนักเรียนของอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่แห่งหนึ่ง มีลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ลูกศิษย์คนหนึ่งอยู่ต่างเมืองได้ภรรยาชาวเมืองพาราณสี ภรรยาของเขามีนิสัยชั่วใฝ่ต่ำ ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้จะสดชื่นร่าเริง ในวันที่ประพฤติไม่ได้จะดุร้าย หยาบคาย เขาไม่ทราบความประพฤติของนาง จึงเกิดเอือมระอาขุ่นข้องหมองใจ ไม่ได้ไปบำรุงอาจารย์เป็นเวลาหลายวัน

ครั้นเวลาผ่านไป ๗-๘ วัน เขาจึงได้ไปที่สำนักเรียน เมื่อถูกอาจารย์ถามก็ได้เล่าสาเหตุให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงกล่าสอนว่า " ก็ธรรมดาผู้หญิงที่มีนิสัยชั่วช้า ถ้าวันใดประพฤตินอกใจสามีได้ จะดูสดชื่นแจ่มใสร่าเริง โอนอ่อนผ่อนตามสามี วันใดประพฤตินอกใจสามีไม่ได้ จะดูกระด้าง ดุร้าย หยาบคาย ไม่ยอมรับนับว่าเป็นสามี สภาพของหญิงรู้ได้ยาก นางจะต้องการหรือไม่ก็ตาม พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้ " แล้วให้โอวาทว่า
     " อย่ายินดีเลยว่า นางปรารถนาเรา อย่าเสียใจเลยว่า นางไม่ปรารถนาเรา สภาวะของหญิงรู้ได้ยาก เหมือนรอยของปลาในน้ำ"
อาจารย์ได้สั่งสอนเขาต่อไปอีกว่า
      " ผู้หญิงเป็นของทั่วไปแก่ผู้คน บัณฑิตจะไม่ทำความขุ่นเคืองในหญิงเลย "

แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
     " ขึ้นชื่อว่า หญิงทั้งหลายในโลก มีอุปมาเหมือนแม่น้ำ หนทาง โรงน้ำดื่ม ที่ประชุม
       และบ่อน้ำ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ถือโกรธหญิงเหล่านั้น "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าตามใจเมียจะเสียการณ์งาน พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้

ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย.
ขอขอบคุณภาพจาก www.dek-d.com

***สูกรชาดก หมูท้าชนราชสีห์*** ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภหลวงตารูปหนึ่ง ผู้วิ่งหนีตายไปตกหลุมส้วมเปื้อนอุจจาระเต็มตัว ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ภูเขาในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกลจากภูเขานั้น มีหมูป่าฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง และที่ใกล้ๆ สระน้ำนั้นมีฤาษีกลุ่มหนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์เที่ยวหาอาหารกินอิ่มแล้วได้มาดื่มน้ำที่สระนั้น ขณะนั้นมีหมูป่าอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ริมสระนั้นพอดี ราชสีห์พอเห็นหมูนั้นแล้วก็นึกในใจว่า "สักวันหนึ่ง เราจะมาจับหมูตัวนี้กิน แต่ถ้ามันเห็นเรา มันจะไม่มาที่นี่อีก" เพราะกลัวหมูนั้นเห็น จึงหลบไปเสียอีกทางหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหมูตัวนั้นพอเห็นราชสีห์แอบไปข้างหนึ่ง กลับคิดว่า "ราชสีห์ตัวนี้กลัวเรา พอเห็นหน้าเราแล้วก็วิ่งหลบหนีไป วันนี้เราจะต่อสู่กับราชสีห์ตัวนี้ละ" มันชูหัวร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสุ้กันว่า "สหาย เราก็มี ๔ เท้า ท่านก็มี ๔ เท้าเหมือนกัน กลับมาสู้กันก่อนเถิด ท่านกลัวเราหรือจึงวิ่งหนีไป" ราชสีห์พอได้ฟังคำท้าของหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า "เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ วันนี้เราไม่สู้กับท่านหรอก แต่อีก ๗ วัน เรามาสู้กันที่นี่ก็แล้วกันนะ" ตกลงกันตามนั้นแล้วก็กลับเข้าป่าไป ฝ่ายเจ้าหมูป่ารู้สึกเบิกบานใจที่จะได้ต่อสู้กับราชสีห์ จึงเรื่องนี้กลับไปเล่าอวดพวกพ้องเป็นการใหญ่ พวกหมูป่าตกใจด่ามันว่า "เจ้าหมูอ้วนบ้า เจ้าหาเรื่องฉิบหายมาให้พวกเราเสียแล้ว เจ้าไม่เจียมหัวกบาลตัวเอง ไปท้าสู้กับเจ้าไพร ราชสีห์จะมาเขมือบพวกเราก็ครั้งนี้ละ" มันพอทราบว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่ไปท้าสู้กับราชสีห์ก็กลัวตาย ถามว่า "แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีละท่านทั้งหลาย" พวกหมูป่าจึงแนะนำมันว่า "เพื่อนเอ๋ย เจ้าจงไปที่ถ่ายอุจจาระของพวกฤาษี แล้วเกลือกตัวด้วยอุจจาระ ปล่อยให้แห้งติดตัวสัก ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ ก็เกลือกตัวให้ชุ่มด้วยน้ำค้างตอนเช้า แล้วไปยืนอยู่เหนือลมก่อนราชสีห์จะมา ชีวิตเจ้าจะรอดมาได้" มันได้ทำตามนั้น ในวันนัดต่อสู้ ราชสีห์พอมาถึงได้กลิ่นตัวหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า "เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ ท่านช่างคิดหาชั้นเชิงได้ดีมาก หากท่านไม่เปื้อนอุจจาระ เราจะเขมือบท่านเสียตรงนี้แหละ เราขอยอมแพ้ ให้ท่านเป็นฝ่ายชนะก็แล้วกัน" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า "สุกร..เจ้าเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งกระจายไป สหาย... หากท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราขอยกชัยชนะแก่ท่าน" ว่าแล้วก็รีบวิ่งหนีไปเพราะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว เจ้าหมูป่าก็รีบกลับไปบอกถึงชัยชนะของตนแก่พวกพ้อง แล้วก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะกลัวราชสีห์จะมารังควาญ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : รู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย. ขอขอบคุณภาพจาก DMC.

***สูกรชาดก หมูท้าชนราชสีห์***

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภหลวงตารูปหนึ่ง ผู้วิ่งหนีตายไปตกหลุมส้วมเปื้อนอุจจาระเต็มตัว ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ภูเขาในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกลจากภูเขานั้น มีหมูป่าฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง และที่ใกล้ๆ สระน้ำนั้นมีฤาษีกลุ่มหนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์เที่ยวหาอาหารกินอิ่มแล้วได้มาดื่มน้ำที่สระนั้น ขณะนั้นมีหมูป่าอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ริมสระนั้นพอดี ราชสีห์พอเห็นหมูนั้นแล้วก็นึกในใจว่า

     "สักวันหนึ่ง เราจะมาจับหมูตัวนี้กิน แต่ถ้ามันเห็นเรา มันจะไม่มาที่นี่อีก"

เพราะกลัวหมูนั้นเห็น จึงหลบไปเสียอีกทางหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหมูตัวนั้นพอเห็นราชสีห์แอบไปข้างหนึ่ง กลับคิดว่า

     "ราชสีห์ตัวนี้กลัวเรา พอเห็นหน้าเราแล้วก็วิ่งหลบหนีไป วันนี้เราจะต่อสู่กับราชสีห์ตัวนี้ละ"

มันชูหัวร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสุ้กันว่า

     "สหาย เราก็มี ๔ เท้า ท่านก็มี ๔ เท้าเหมือนกัน กลับมาสู้กันก่อนเถิด ท่านกลัวเราหรือจึงวิ่งหนีไป"

ราชสีห์พอได้ฟังคำท้าของหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า

     "เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ วันนี้เราไม่สู้กับท่านหรอก แต่อีก ๗ วัน เรามาสู้กันที่นี่ก็แล้วกันนะ"

ตกลงกันตามนั้นแล้วก็กลับเข้าป่าไป ฝ่ายเจ้าหมูป่ารู้สึกเบิกบานใจที่จะได้ต่อสู้กับราชสีห์ จึงเรื่องนี้กลับไปเล่าอวดพวกพ้องเป็นการใหญ่ พวกหมูป่าตกใจด่ามันว่า

     "เจ้าหมูอ้วนบ้า เจ้าหาเรื่องฉิบหายมาให้พวกเราเสียแล้ว เจ้าไม่เจียมหัวกบาลตัวเอง ไปท้าสู้กับเจ้าไพร ราชสีห์จะมาเขมือบพวกเราก็ครั้งนี้ละ"

มันพอทราบว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่ไปท้าสู้กับราชสีห์ก็กลัวตาย ถามว่า

     "แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีละท่านทั้งหลาย" พวกหมูป่าจึงแนะนำมันว่า
     "เพื่อนเอ๋ย เจ้าจงไปที่ถ่ายอุจจาระของพวกฤาษี แล้วเกลือกตัวด้วยอุจจาระ ปล่อยให้แห้งติดตัวสัก ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ ก็เกลือกตัวให้ชุ่มด้วยน้ำค้างตอนเช้า แล้วไปยืนอยู่เหนือลมก่อนราชสีห์จะมา ชีวิตเจ้าจะรอดมาได้"

มันได้ทำตามนั้น

ในวันนัดต่อสู้ ราชสีห์พอมาถึงได้กลิ่นตัวหมูป่านั้นก็พูดขึ้นว่า

     "เจ้าหมูป่าเพื่อนเกลอ ท่านช่างคิดหาชั้นเชิงได้ดีมาก หากท่านไม่เปื้อนอุจจาระ เราจะเขมือบท่านเสียตรงนี้แหละ เราขอยอมแพ้ ให้ท่านเป็นฝ่ายชนะก็แล้วกัน"

แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

     "สุกร..เจ้าเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งกระจายไป สหาย... หากท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราขอยกชัยชนะแก่ท่าน"

ว่าแล้วก็รีบวิ่งหนีไปเพราะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว เจ้าหมูป่าก็รีบกลับไปบอกถึงชัยชนะของตนแก่พวกพ้อง แล้วก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะกลัวราชสีห์จะมารังควาญ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : รู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี

ข้อมูลนิทาน ธรรมไทย.
ขอขอบคุณภาพจาก DMC.

คนชั่วสรรเสริญกันเอง ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งได้มีวัวแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อวัวนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อวัวนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า ” ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง ” สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วก็ชื่นใจพูดตอบกลับไปว่า ” กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด” รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า ” บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว “ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ ข้อมูล: http://www.nithan.in.th ภาพ: http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net

คนชั่วสรรเสริญกันเอง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งได้มีวัวแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อวัวนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อวัวนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า ” ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง ”

สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วก็ชื่นใจพูดตอบกลับไปว่า ” กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด”

รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
” บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว “

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ

ข้อมูล: http://www.nithan.in.th
ภาพ: http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net

***ตักกชาดก ลักษณะของหญิง*** ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพราะหญิงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีฤาษีอยู่ตนหนึ่งสร้างอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีลูกสาวของเศรษฐีตระกูลหนึ่งชื่อทุษฐกุมารี เป็นหญิงดุร้าย หยาบช้า มักด่า มักทุบตีพวกทาสคนรับใช้เสมอ วันหนึ่ง ลูกสาวของเศรษฐีและบริวารพากันไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคาจนตะวันตกดิน ขณะนั้นได้มีลมฝนตั้งเค้าขึ้น ผู้คนพากันวิ่งหนีกลับบ้านหมด เหลือแต่ลูกสาวเศรษฐีและผู้รับใช้เท่านั้น พวกทาสรับใช้ด้วยความชิงชังในตัวลูกสาวเศรษฐีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพากันปล่อยให้นางอยู่คนเดียวหนีกลับไปบ้านหมด พอถึงบ้าน เศรษฐีถามหาลูกสาว ก็ตอบว่า " นางมาก่อนพวกตนแล้ว ไม่รู้ว่านางไปไหน " พวกญาติๆ พากันออกติดตามค้นหาก็ไม่พบ ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีถูกลมฝนพัดลอยไปตามน้ำ ร้องไห้เสียงดังไปทางอาศรมของฤาษี ฤาษีได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงออกไปช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ให้ผิงไฟ หาผลไม้ให้กิน และถามถึงสาเหตุที่ตกน้ำ นางจึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เนื่องจากมีอาศรมอยู่หลังเดียว ฤาษีจึงให้นางพักในอาศรม ส่วนตนเองออกไปอยู่กลางแจ้ง เวลาผ่านไปสองสามวัน ฤาษีจึงบอกให้นางกลับบ้าน ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีกลับคิดจะทำลายศีลของฤาษี และพากลับไปบ้านด้วยจึงไม่ยอมกลับบ้าน ตั้งแต่วันนั้นมานางจึงแสดงมายาหญิงยั่วยวนจนฤาษีเสียศีลเสื่อมฌานในอีกสองวันต่อมา ดาบสได้ชวนเธออยู่ในป่า นางไม่ยอมจะไปอยู่ในหมู่บ้าน จึงชวนกันไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำการค้าขายเลี้ยงชีพ เพราะดาบสขายเปรียง(น้ำมันชนิดหนึ่ง)เลี้ยงชีพ ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า ตักกบัณฑิต วันหนึ่ง มีโจรป่ากลุ่มหนึ่ง ลงจากเขามาปล้นหมู่บ้านได้จับเอาตัวลูกสาวเศรษฐีขึ้นเขาไปด้วย หัวหน้าโจรพอใจในตัวนางจึงแต่งนางเป็นภรรยา ฝ่ายตักกบัณฑิตด้วยความรักในภรรยาจึงคอยนางอยู่ที่บ้าน หวังว่าวันหนึ่งโจรจะปล่อยนางลงมา ส่วนลูกสาวเศรษฐีมีความสุขอยู่กับโจรกลัวว่าตักกบัณฑิตจะมานำนางกลับไปจึงวางแผนฆ่าเขา ด้วยการส่งคนไปบอกตักกบัณฑิตขึ้นมารับนางกลับบ้าน ในขณะที่พวกโจรไม่อยู่บ้าน พอตักกบัณฑิตมารับนางก็เหนี่ยวรั้งเอาไว้ให้ถึงกลางคืนแล้วค่อยหนีไปด้วยกัน จึงให้ตักกบัณฑิตขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าว พอตกเย็นหัวหน้าโจรกลับมาถึงบ้านด้วยอาการเมา นางจึงบอกเขาว่า " พี่ ศัตรูของพี่ แอบซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าวนี้เอง " หัวหน้าโจรจึงถือเอาดาบเดินไปที่ยุ้งข้าว ชกตักกบัณฑิตล้มลงเตะต่อยจนหนำใจ ส่วนตักกบัณฑิตขณะที่ถูกเตะถูกต่อยได้แต่พูดว่า " ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียดประทุษร้ายมิตร " อย่างเดียวเท่านั้น มิได้พูดอย่างอื่น โจรจับเขามัดไว้แล้วกินข้าวเย็นเสร็จก็เข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาสร่างเมา ก็เริ่มเตะ ต่อยและโบยตักกบัณฑิตอีก เขาก็กล่าวเพียง ๔ คำนั้น โจรแปลกใจจึงถามว่า " ท่านพูดอะไร ไม่เห็นพูดอย่างอื่น " ตักกบัณฑิต จึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้โจรฟัง โจรจึงคิดว่า " นางคนนี้ชั่วรายนัก ชายคนนี้มีคุณธรรม นางยังคิดจะฆ่าเสีย ถึงตัวเรา วันหนึ่งนางก็ต้องฆ่า " จึงตัดสินใจฆ่านาง ด้วยการเดินไปปลุกลูกสาวเศรษฐีให้มาจับมือตักกบัณฑิตไว้ ชักดาบออกทำทีว่าจะฟันตักกบัณฑิตกลับฟันนางตายคาที่ ส่วนโจรและตักกบัณฑิตตัดสินใจบวชเป็นฤาษีต่อไป พระพุทธองค์ ได้ตรัสเล่าอดีตนิทานแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า " ธรรมดาหญิงมีนิสัยมักโกรธ อกตัญญู มักพูดส่อเสียด ชอบทำลายมิตร ภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด จักไม่เสื่อมจากสุข " นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน แม้กระทั่งภรรยา *ขอบคุณภาพจาก DMC.

***ตักกชาดก ลักษณะของหญิง***
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพราะหญิงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีฤาษีอยู่ตนหนึ่งสร้างอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีลูกสาวของเศรษฐีตระกูลหนึ่งชื่อทุษฐกุมารี เป็นหญิงดุร้าย หยาบช้า มักด่า มักทุบตีพวกทาสคนรับใช้เสมอ

วันหนึ่ง ลูกสาวของเศรษฐีและบริวารพากันไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคาจนตะวันตกดิน ขณะนั้นได้มีลมฝนตั้งเค้าขึ้น ผู้คนพากันวิ่งหนีกลับบ้านหมด เหลือแต่ลูกสาวเศรษฐีและผู้รับใช้เท่านั้น พวกทาสรับใช้ด้วยความชิงชังในตัวลูกสาวเศรษฐีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพากันปล่อยให้นางอยู่คนเดียวหนีกลับไปบ้านหมด พอถึงบ้าน เศรษฐีถามหาลูกสาว ก็ตอบว่า
      " นางมาก่อนพวกตนแล้ว ไม่รู้ว่านางไปไหน " พวกญาติๆ พากันออกติดตามค้นหาก็ไม่พบ

ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีถูกลมฝนพัดลอยไปตามน้ำ ร้องไห้เสียงดังไปทางอาศรมของฤาษี ฤาษีได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงออกไปช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ให้ผิงไฟ หาผลไม้ให้กิน และถามถึงสาเหตุที่ตกน้ำ นางจึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เนื่องจากมีอาศรมอยู่หลังเดียว ฤาษีจึงให้นางพักในอาศรม ส่วนตนเองออกไปอยู่กลางแจ้ง

เวลาผ่านไปสองสามวัน ฤาษีจึงบอกให้นางกลับบ้าน ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีกลับคิดจะทำลายศีลของฤาษี และพากลับไปบ้านด้วยจึงไม่ยอมกลับบ้าน ตั้งแต่วันนั้นมานางจึงแสดงมายาหญิงยั่วยวนจนฤาษีเสียศีลเสื่อมฌานในอีกสองวันต่อมา ดาบสได้ชวนเธออยู่ในป่า นางไม่ยอมจะไปอยู่ในหมู่บ้าน จึงชวนกันไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำการค้าขายเลี้ยงชีพ เพราะดาบสขายเปรียง(น้ำมันชนิดหนึ่ง)เลี้ยงชีพ ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า ตักกบัณฑิต

วันหนึ่ง มีโจรป่ากลุ่มหนึ่ง ลงจากเขามาปล้นหมู่บ้านได้จับเอาตัวลูกสาวเศรษฐีขึ้นเขาไปด้วย หัวหน้าโจรพอใจในตัวนางจึงแต่งนางเป็นภรรยา ฝ่ายตักกบัณฑิตด้วยความรักในภรรยาจึงคอยนางอยู่ที่บ้าน หวังว่าวันหนึ่งโจรจะปล่อยนางลงมา ส่วนลูกสาวเศรษฐีมีความสุขอยู่กับโจรกลัวว่าตักกบัณฑิตจะมานำนางกลับไปจึงวางแผนฆ่าเขา ด้วยการส่งคนไปบอกตักกบัณฑิตขึ้นมารับนางกลับบ้าน ในขณะที่พวกโจรไม่อยู่บ้าน พอตักกบัณฑิตมารับนางก็เหนี่ยวรั้งเอาไว้ให้ถึงกลางคืนแล้วค่อยหนีไปด้วยกัน จึงให้ตักกบัณฑิตขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าว

พอตกเย็นหัวหน้าโจรกลับมาถึงบ้านด้วยอาการเมา นางจึงบอกเขาว่า " พี่ ศัตรูของพี่ แอบซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าวนี้เอง " หัวหน้าโจรจึงถือเอาดาบเดินไปที่ยุ้งข้าว ชกตักกบัณฑิตล้มลงเตะต่อยจนหนำใจ ส่วนตักกบัณฑิตขณะที่ถูกเตะถูกต่อยได้แต่พูดว่า
      " ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียดประทุษร้ายมิตร " อย่างเดียวเท่านั้น มิได้พูดอย่างอื่น

โจรจับเขามัดไว้แล้วกินข้าวเย็นเสร็จก็เข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาสร่างเมา ก็เริ่มเตะ ต่อยและโบยตักกบัณฑิตอีก เขาก็กล่าวเพียง ๔ คำนั้น โจรแปลกใจจึงถามว่า
      " ท่านพูดอะไร ไม่เห็นพูดอย่างอื่น "

ตักกบัณฑิต จึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้โจรฟัง โจรจึงคิดว่า
      " นางคนนี้ชั่วรายนัก ชายคนนี้มีคุณธรรม นางยังคิดจะฆ่าเสีย ถึงตัวเรา วันหนึ่งนางก็ต้องฆ่า "

จึงตัดสินใจฆ่านาง ด้วยการเดินไปปลุกลูกสาวเศรษฐีให้มาจับมือตักกบัณฑิตไว้ ชักดาบออกทำทีว่าจะฟันตักกบัณฑิตกลับฟันนางตายคาที่ ส่วนโจรและตักกบัณฑิตตัดสินใจบวชเป็นฤาษีต่อไป

พระพุทธองค์ ได้ตรัสเล่าอดีตนิทานแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
     " ธรรมดาหญิงมีนิสัยมักโกรธ อกตัญญู มักพูดส่อเสียด ชอบทำลายมิตร
       ภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด จักไม่เสื่อมจากสุข "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน แม้กระทั่งภรรยา

*ขอบคุณภาพจาก DMC.

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

พ่อแม่

เวลาไม่มีเงิน ...
คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่
แต่พอมีเงิน ...
คนแรกที่คิดถึงคือแฟนและเพื่อน

อยากได้รถ ...
คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่
แต่พอมีรถ ...
คนแรกที่จะไปรับคือแฟนและเพื่อน

ร้านอาหารหรู ๆ บรรยากาศคลาสสิค ...
มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน
อาหารบนโต๊ะที่บ้าน .
มีสำหรับพ่อและแม่

โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ...
มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน
ทีวี และสวนหน้าบ้าน ...
มีไว้สำหรับพ่อและแม่

พ่อและแม่ คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอน ...
เพื่อความอยู่รอด
ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นอินเทอร์เน็ตก่อนนอน ...
เพื่อให้หลับฝันดี

เวลาเรามีความสุข .
มักจะมองหาแฟนและเพื่อน
เวลาเรามีความทุกข์ .
คนที่กังวล หดหู่และเศร้าสลดใจ คือพ่อและแม่

เวลาประสบความสำเร็จ !..
เรามักมองหาแฟนและเพื่อนเพื่อนัดฉลองและสังสรรค์
แต่คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่ ...
แต่พ่อและแม่
กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป

ลูกไปรื่นเริงตามโรงภาพยนตร์
เธค ผับ โต๊ะสนุกเกอร์ ฯลฯ ...
พ่อและแม่กลับทำงาน หรือ
นอนหลับเก็บแรงไว้ทำงานหาเงินในวันรุ่งขึ้น
เพื่อแลกความสุขของลูก
อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ

เวลาแต่งงาน ...
คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้นคือพ่อและแม่
คนที่มีความสุขคือลูก

พ่อและแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้ง
เต็มไปด้วยอารมณ์ห่วงใย
..เพื่อให้ลูกได้ดี
แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่ พ่อและแม่พูด ...
เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

พ่อและแม่ ...
คือผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการเพื่อลูก
แต่พอลูกมีปัญหา ...
มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่หรืออยากตาย!!!!

พ่อและแม่คือผู้ที่ปกป้อง
และยืนเคียงข้างลูกจวบจนชีวิตจะหาไม่
ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด ... ???

คำว่า “พ่อ” หรือ “แม่”
อาจเป็นคำแรกที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด
แล้วคุณเตรียมอะไรไว้
เพื่อคุณพ่อคุณแม่ของคุณหรือยัง

เค้าบอกว่า...ถ้าอ่านแล้วส่งต่อ
ก็เท่ากับว่าได้ชี้นำให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้ตัวคุณเห็นค่าของ
ความรักที่พ่อและแม่มีไห้

เสิร์ฟน้ำไห้ท่านดื่มกับมือวันนี้ ดีกว่าตั้งน้ำหน้ารูปในวันที่สายนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

สามสำคัญในชีวิต สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้ชาย

สามสำคัญในชีวิต
สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้ชาย
1. ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ
2. ทำให้ผู้หญิงของตนเองเป็นผู้โชคดีที่สุด
3. รักษาอุดมการณ์ของตนเอง

สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้หญิง
1. หนุนส่งผู้ชายของตนเองให้ยิ่งใหญ่
2. ดูแลคนที่บ้านของเขาให้ดี
3. มีแบบฉบับเป็นตัวของตัวเอง แม้ไม่สวยแต่ก็สง่างามได้
สามสิ่งที่สำคัญของพ่อแม่
1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้บุตรธิดา
2. เสริมสร้างให้บุตรธิดามีจิตใจเข้มแข็งและมีอุปนิสัยที่ดีต่อผู้คน
3. หนุนส่งบุตรธิดาไปให้ถึงฝั่ง
สามสิ่งทำลายชีวิตคนเรา
1. โทสะ
2. โอหัง
3. ใจแคบ
สามสิ่งอย่าได้ทิ้งไปโดยเด็ดขาด
1. ความไร้เดียงสา
2. อุดมการณ์
3. ความหวัง
สามสิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้
1. สุขภาพ
2. ความดี
3. ความจริงใจ
สามสิ่งที่ไม่แน่นอน
1. ความสำเร็จ
2. ความมั่งมี
3. โอกาส
สามสิ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ
1. เวลา
2. สถานที่
3. ผู้คน
สามสิ่งที่ต้องถนอมและรักษาไว้ให้ดี
1. พ่อแม่
2. ครอบครัว
3. สุขภาพ
สามสิ่งที่ทำให้เราก้าวหน้าอยู่เสมอ
1. จุดมุ่งหมาย
2. วิธีการ
3. แก้ไข
สามสิ่งในการคบมิตร
1. สัจจะ
2. น้ำใจ
3. เกื้อกูล
สามสิ่งที่พึงจับยึดไว้ให้ดี
1. โอกาส
2. การงาน
3. ครอบครัว
สามสิ่งนำมาซึ่งความสุข
1. สุขจากความรู้พอ
2. สุขจากการได้ช่วยเหลือ
3. สุขจากความรักตนเอง
คุณละครับ มีในสิ่งใดและพลาดในสิ่งใดไปบ้าง?