วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

พ่อแม่

เวลาไม่มีเงิน ...
คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่
แต่พอมีเงิน ...
คนแรกที่คิดถึงคือแฟนและเพื่อน

อยากได้รถ ...
คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่
แต่พอมีรถ ...
คนแรกที่จะไปรับคือแฟนและเพื่อน

ร้านอาหารหรู ๆ บรรยากาศคลาสสิค ...
มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน
อาหารบนโต๊ะที่บ้าน .
มีสำหรับพ่อและแม่

โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ...
มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน
ทีวี และสวนหน้าบ้าน ...
มีไว้สำหรับพ่อและแม่

พ่อและแม่ คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอน ...
เพื่อความอยู่รอด
ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นอินเทอร์เน็ตก่อนนอน ...
เพื่อให้หลับฝันดี

เวลาเรามีความสุข .
มักจะมองหาแฟนและเพื่อน
เวลาเรามีความทุกข์ .
คนที่กังวล หดหู่และเศร้าสลดใจ คือพ่อและแม่

เวลาประสบความสำเร็จ !..
เรามักมองหาแฟนและเพื่อนเพื่อนัดฉลองและสังสรรค์
แต่คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่ ...
แต่พ่อและแม่
กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป

ลูกไปรื่นเริงตามโรงภาพยนตร์
เธค ผับ โต๊ะสนุกเกอร์ ฯลฯ ...
พ่อและแม่กลับทำงาน หรือ
นอนหลับเก็บแรงไว้ทำงานหาเงินในวันรุ่งขึ้น
เพื่อแลกความสุขของลูก
อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ

เวลาแต่งงาน ...
คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้นคือพ่อและแม่
คนที่มีความสุขคือลูก

พ่อและแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้ง
เต็มไปด้วยอารมณ์ห่วงใย
..เพื่อให้ลูกได้ดี
แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่ พ่อและแม่พูด ...
เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

พ่อและแม่ ...
คือผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการเพื่อลูก
แต่พอลูกมีปัญหา ...
มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่หรืออยากตาย!!!!

พ่อและแม่คือผู้ที่ปกป้อง
และยืนเคียงข้างลูกจวบจนชีวิตจะหาไม่
ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด ... ???

คำว่า “พ่อ” หรือ “แม่”
อาจเป็นคำแรกที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด
แล้วคุณเตรียมอะไรไว้
เพื่อคุณพ่อคุณแม่ของคุณหรือยัง

เค้าบอกว่า...ถ้าอ่านแล้วส่งต่อ
ก็เท่ากับว่าได้ชี้นำให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้ตัวคุณเห็นค่าของ
ความรักที่พ่อและแม่มีไห้

เสิร์ฟน้ำไห้ท่านดื่มกับมือวันนี้ ดีกว่าตั้งน้ำหน้ารูปในวันที่สายนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

สามสำคัญในชีวิต สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้ชาย

สามสำคัญในชีวิต
สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้ชาย
1. ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ
2. ทำให้ผู้หญิงของตนเองเป็นผู้โชคดีที่สุด
3. รักษาอุดมการณ์ของตนเอง

สามสิ่งที่สำคัญของลูกผู้หญิง
1. หนุนส่งผู้ชายของตนเองให้ยิ่งใหญ่
2. ดูแลคนที่บ้านของเขาให้ดี
3. มีแบบฉบับเป็นตัวของตัวเอง แม้ไม่สวยแต่ก็สง่างามได้
สามสิ่งที่สำคัญของพ่อแม่
1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้บุตรธิดา
2. เสริมสร้างให้บุตรธิดามีจิตใจเข้มแข็งและมีอุปนิสัยที่ดีต่อผู้คน
3. หนุนส่งบุตรธิดาไปให้ถึงฝั่ง
สามสิ่งทำลายชีวิตคนเรา
1. โทสะ
2. โอหัง
3. ใจแคบ
สามสิ่งอย่าได้ทิ้งไปโดยเด็ดขาด
1. ความไร้เดียงสา
2. อุดมการณ์
3. ความหวัง
สามสิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้
1. สุขภาพ
2. ความดี
3. ความจริงใจ
สามสิ่งที่ไม่แน่นอน
1. ความสำเร็จ
2. ความมั่งมี
3. โอกาส
สามสิ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ
1. เวลา
2. สถานที่
3. ผู้คน
สามสิ่งที่ต้องถนอมและรักษาไว้ให้ดี
1. พ่อแม่
2. ครอบครัว
3. สุขภาพ
สามสิ่งที่ทำให้เราก้าวหน้าอยู่เสมอ
1. จุดมุ่งหมาย
2. วิธีการ
3. แก้ไข
สามสิ่งในการคบมิตร
1. สัจจะ
2. น้ำใจ
3. เกื้อกูล
สามสิ่งที่พึงจับยึดไว้ให้ดี
1. โอกาส
2. การงาน
3. ครอบครัว
สามสิ่งนำมาซึ่งความสุข
1. สุขจากความรู้พอ
2. สุขจากการได้ช่วยเหลือ
3. สุขจากความรักตนเอง
คุณละครับ มีในสิ่งใดและพลาดในสิ่งใดไปบ้าง?

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จุดเริ่มต้นความรักก็คือการนำทางให้กัน จุดสูงสุดของการทำดีนั้นไม่ใช่การให้ แต่คือการนำทาง!

 Daniel ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะขึ้นว่า "แค่มดตัวเดียว ทำไมต้องนำทางให้มันด้วย?" 
เด็กชายตอบเขาอย่างตั้งใจว่า "มดตัวนี้กำลังหลงทางกับเพื่อนๆ  มันเดินกลับเองไม่เป็น ฉันจะนำทางให้มันไปถึงฝูงมด ถ้าทำได้มันก็จะรอด" 
Daniel จึงสังเกตได้ว่าเด็กน้อยกำลังใช้ใบหญ้าเขี่ยให้มดเดินกลับไปยังฝูง เด็กชายทำอย่างตั้งใจ ไม่นานมดตัวนั้นก็เดินกลับไปถึงฝูงของมัน มดตัวนั้นใช้หนวดของมันทักทายกับเพื่อนๆของมันอย่างตื่นเต้นดีใจ 
Daniel จึงชมเชยที่เด็กชายจิตใจดีมีเมตตาว่า "ขอบใจนะเจ้าหนู ที่ทำให้มดที่หลงทางกลับไปที่ฝูงของมันได้" 
เด็กชายจึงแหงนหน้าขึ้นมอง Daniel กระพริบตาแล้วยิ้มอย่างดีใจ รอยยิ้มนั้นทำให้ Daniel ไม่เคยลืมได้เลย! 




         ที่จริงแล้ว Daniel เป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในอเมริกา เขาประทับใจมากที่ได้เห็นเด็กชายนำทางให้มด เขาก็อยากทำให้มดที่หลงทางได้กลับไปยังบ้านของมัน ให้พวกมดไม่ต้องสับสนหรือตกใจอีกต่อไป เขาคิดว่านี่คือการทำความดีอย่างหนึ่ง
         มาวันหนึ่งเมื่อ Daniel ไปถึงบริษัท จู่ๆก็มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังขวางทางเขาอยู่ ผู้หญิงคนนั้นพาเด็กมาด้วย เธอร้องไห้และพูดว่า "คุณ Daniel ช่วยสงสารฉันกับลูกเถอะ สามีฉันป่วยตาย ฉันก็ตกงาน ตอนนี้ฉันกับลูกกำลังลำบากมาก"
         Daniel ได้ยินแล้วก็สงสารเธอ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะรีบควักเงินให้เธอ แต่วันนี้เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาถามเธอว่าเธอเคยทำงานอะไรมา?
เธอยังคงร้องไห้และตอบว่า "ฉันเคยทำงานการเงินมาก่อน"
         Daniel ได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า "เดี๋ยวผมจะให้คุณเข้าสัมภาษณ์กับแผนกการเงินที่นี่ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ทำงานได้เลย และผมอนุญาตให้คุณเบิกเงินเดือนล่วงหน้า 3 เดือน" เธอได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างมีความหวัง เธอขอบคุณ Daniel อยู่หลายครั้ง
         ปีถัดมา Susan ได้ขึ้นเป็นผู้จัดการแผนกการเงินที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ เธอมีความสามารถและมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ Daniel ยอมรับและชอบเธอมาก Susan เข้าร่วมงานเลี้ยงของบริษัทและพูดกับ Daniel ว่า "ขอบคุณ Daniel ที่นำทางให้แก่ฉัน ทำให้ฉันได้ศักดิ์ศรีความเป็นคนกลับคืนมา"
         Daniel หัวเราะและพูดว่า "Susan คุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอก นี่เป็นเพราะความสามารถและความตั้งใจของคุณต่างหากล่ะ และนี่ก็สิ่งตอบแทน" Susan ยิ้มหวานอย่างเขินๆ จุดเริ่มต้นความรักก็คือการนำทางให้กัน จุดสูงสุดของการทำดีนั้นไม่ใช่การให้ แต่คือการนำทาง!

จุดเริ่มต้นความรักก็คือการนำทางให้กัน จุดสูงสุดของการทำดีนั้นไม่ใช่การให้ แต่คือการนำทาง!

 Daniel ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะขึ้นว่า "แค่มดตัวเดียว ทำไมต้องนำทางให้มันด้วย?" 
เด็กชายตอบเขาอย่างตั้งใจว่า "มดตัวนี้กำลังหลงทางกับเพื่อนๆ  มันเดินกลับเองไม่เป็น ฉันจะนำทางให้มันไปถึงฝูงมด ถ้าทำได้มันก็จะรอด" 
Daniel จึงสังเกตได้ว่าเด็กน้อยกำลังใช้ใบหญ้าเขี่ยให้มดเดินกลับไปยังฝูง เด็กชายทำอย่างตั้งใจ ไม่นานมดตัวนั้นก็เดินกลับไปถึงฝูงของมัน มดตัวนั้นใช้หนวดของมันทักทายกับเพื่อนๆของมันอย่างตื่นเต้นดีใจ 
Daniel จึงชมเชยที่เด็กชายจิตใจดีมีเมตตาว่า "ขอบใจนะเจ้าหนู ที่ทำให้มดที่หลงทางกลับไปที่ฝูงของมันได้" 
เด็กชายจึงแหงนหน้าขึ้นมอง Daniel กระพริบตาแล้วยิ้มอย่างดีใจ รอยยิ้มนั้นทำให้ Daniel ไม่เคยลืมได้เลย! 




         ที่จริงแล้ว Daniel เป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในอเมริกา เขาประทับใจมากที่ได้เห็นเด็กชายนำทางให้มด เขาก็อยากทำให้มดที่หลงทางได้กลับไปยังบ้านของมัน ให้พวกมดไม่ต้องสับสนหรือตกใจอีกต่อไป เขาคิดว่านี่คือการทำความดีอย่างหนึ่ง
         มาวันหนึ่งเมื่อ Daniel ไปถึงบริษัท จู่ๆก็มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังขวางทางเขาอยู่ ผู้หญิงคนนั้นพาเด็กมาด้วย เธอร้องไห้และพูดว่า "คุณ Daniel ช่วยสงสารฉันกับลูกเถอะ สามีฉันป่วยตาย ฉันก็ตกงาน ตอนนี้ฉันกับลูกกำลังลำบากมาก"
         Daniel ได้ยินแล้วก็สงสารเธอ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะรีบควักเงินให้เธอ แต่วันนี้เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาถามเธอว่าเธอเคยทำงานอะไรมา?
เธอยังคงร้องไห้และตอบว่า "ฉันเคยทำงานการเงินมาก่อน"
         Daniel ได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า "เดี๋ยวผมจะให้คุณเข้าสัมภาษณ์กับแผนกการเงินที่นี่ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ทำงานได้เลย และผมอนุญาตให้คุณเบิกเงินเดือนล่วงหน้า 3 เดือน" เธอได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างมีความหวัง เธอขอบคุณ Daniel อยู่หลายครั้ง
         ปีถัดมา Susan ได้ขึ้นเป็นผู้จัดการแผนกการเงินที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ เธอมีความสามารถและมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ Daniel ยอมรับและชอบเธอมาก Susan เข้าร่วมงานเลี้ยงของบริษัทและพูดกับ Daniel ว่า "ขอบคุณ Daniel ที่นำทางให้แก่ฉัน ทำให้ฉันได้ศักดิ์ศรีความเป็นคนกลับคืนมา"
         Daniel หัวเราะและพูดว่า "Susan คุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอก นี่เป็นเพราะความสามารถและความตั้งใจของคุณต่างหากล่ะ และนี่ก็สิ่งตอบแทน" Susan ยิ้มหวานอย่างเขินๆ จุดเริ่มต้นความรักก็คือการนำทางให้กัน จุดสูงสุดของการทำดีนั้นไม่ใช่การให้ แต่คือการนำทาง!

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชายสองคนบนเกาะ เทวดา และร่างกายที่เท่ากันแต่ มีฆ้อนวิเศษตกลงมาจากฟ้าเมื่อใครถือจะมีอำนาจกว่าคนอื่น(ปืน)

ใช้ล่าอาณานิคมเป็นต้น

ชายสองคนบนเกาะ เทวดา และเมื่อสลับร่างกายที่กำยำ นั้นคืนให้สองคนอีกครั้ง

ชายสองคนบนเกาะ เทวดา และร่างกายที่กำยำ ๑

มีชายสองคน..พลัดมาอยู่เกาะเดียวกันจากทะเล เทวดาจึงเฝ้ามองพฤติกรรมของทั้งสองคนนี้ว่าจะเป็นเช่นไร...
ชายคนแรกมีรูปร่างกำยำ ชายคนที่สองมีรูปร่างผอมโซ แรกๆที่อยู่ด้วยกัน ก็จะช่วยกันเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะเป็น จับปลาหรือหาอาหารป่ามากินและแบ่งปันกัน...
...พอนานวันเข้า ชายกำยำ จึงตบไปที่หัวของชายผอม อย่างไม่ตั้งใจ ส่งผลให้ชายผอมนั้นร้องออกมาเสียงดัง ชายที่กำยำนั้น จึงรู้สึกมีความสะใจและรู้สึกเหมือนตนมีพลังกว่าชายผอม จึงตบหัวชายผอมทุกเช้า กลางวันและเย็น ชายผอมก็ร้องทุกคราวที่โดนกระทำ จนกลายเป็นนิสัยของชายกำยำที่ต้องคอยทำร้ายชายผอมทุกวันและทุกเวลา หนักข้อขึ้น ชายกำยำจึงเริ่มสั่งให้ชายผอมไปหาอาหารมาเลี้ยงตน ส่วนชายกำยำก็นอนรออาหารที่จะมาจากชายผอม
 โดยในแต่ละวันชายทั้งสองนั้น ก็ทำหน้าที่แตกต่ากงันแบบนี้ทุกวัน.....
เทวดาเห็นเข้า จึงจะหาวิธีสอนให้ชายทั้งสองนั้นเห็นความจริงของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องกดขี่กันในการมีชีวิต จึงเนรมิตรให้ชายทั้งสองนั้นสลับร่างกันในขณะนอนหลับ
ตื่นเช้าขึ้นมาชายผอมที่สลับร่างเป็นชายกำยำก็ตบหัวชายผอมที่สลับร่างจากชายกำยำ โดยทำให้ชายกำยำที่อยู่ในร่างชายผอมนั้นรู้สึกสลดใจ ชายผอมที่อยู่ในร่างชายกำยำ ก็เฝ้ามองดูชายกำยำที่อยู่ในร่างของชายผมนั้น ทำงานแทนตน และนอนอยู่บนที่นอนของชายกำยำ แรกๆนั้นมีความรู้สึกสะใจที่ได้เห็นและเอาคืนในสิ่งที่ได้กระทำกับชายกำยำที่กระทำกับตน...
..แต่พอนานวันเข้า ก็นึกถึงใจของตนที่เคยถูกทำร้าย และโดนตีหัวจนร้องทุกครั้ง ก็เกิดเวทนาตนเอง ...
จึงพาตนเองนั้นไปช่วยเหลือชายผอม อย่างที่เคยเป็นมาตอนแรกที่อยู่ด้วยกัน...ชายกำยำที่อยู่ในร่างชายผอมนั้นเห็นชายผอมในร่างชายกำยำมาช่วยก็รู้สึกสะเทือนจิตใจในสิ่งที่เคยทำมา จึงเกิดความรู้สึกเสียใจ และขออภัยในใจจากสิ่งที่เคยทำกับนายผอม จึงทำให้คิดได้ และอยู่ช่วยกันเลี้ยงชีพ จนมีความสุขตลอดไป...

เทวดาเห็นดังนั้นก็ปิติ และให้ชายทั้งสองนั้น ยังคงอยู่กันต่อไป โดยมิได้สลับร่างคืนให้..

เรื่องนี้สอนให้เห็น สิ่งที่เราเรียกว่าอำนาจหรือสิ่งที่เป็นสิ่งที่เราคิดว่ายิ่งใหญ่และมีมากกว่าคนอื่นจนทำให้ลุ่มหลงในสิ่งที่ตนเป็น จนวันนึงเมื่อโดนกระทำในสิ่งที่ตนกระทำบ้างนั้น จะเป็นเช่นไร เปรียบดังสุภาษิตว่า ใจเค้าใจเรา ถ้าทุกคนคิดได้เช่นนี้ สังคมคงคงจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข